Privacy Policy

บริษัท ยามาโตะ อุนยู (ประเทศไทย)  จำกัด

บริษัท ยามาโตะ อุนยู (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือ (“บริษัท”) เข้าใจและตระหนักว่าข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและสิทธิพื้นฐานในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นเรื่องสำคัญ และทางบริษัทมีความรับผิดชอบในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นเมื่อบริษัทได้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในการดำเนินธุรกิจหรือให้บริการ ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2562.

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งให้ท่านทราบถึงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะอธิบายถึงการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน วัตถุประสงค์ในการประมวลผล และสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และบริษัทขอยืนยันว่าจะดำเนินการตามนโยบายฉบับนี้รวมถึงกฎหมายเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

1.  คำนิยาม

“ข้อมูลส่วนบุคคล (ทั่วไป)” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ

“ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว” หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพหรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

“คุกกี้ (Cookies)” หมายถึง ข้อมูลที่ได้ส่งจากเว็บไซต์ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในขณะที่ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นกำลังเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์

“การประมวลผล” หมายถึง การกระทำเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย ลบ หรือทำลาย ข้อมูลส่วนบุคคล

2.  การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

2.1 บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเมื่อคู่ธุรกิจติดต่อ ขายสินค้า ให้บริการแก่บริษัท หรือรับบริการใด ๆ จากบริษัท เช่น 

(1) ข้อมูลนามบัตร เช่น ชื่อนามสกุล ตำแหน่งงาน เบอร์โทรศัพท์ อีเมล

(2) ข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันตัวตนได้ เช่น ชื่อนามสกุล เลขที่และข้อมูลบนบัตรประชาชน รูปถ่าย และข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้ในการระบุตัวตน (3) ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของท่าน เช่น ข้อมูลประวัติและการปฏิบัติงาน ข้อมูลเกี่ยวกับการจ้างงาน และข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของท่าน รวมทั้งข้อมูลบัญชีและการเงินเช่น ค่าตอบแทน หมายเลขบัญชีธนาคาร หรือหมายเลขบัตรเครดิต

2.2 เมื่อท่านเข้ามาในบริเวณพื้นที่ของบริษัท บริษัทอาจเก็บภาพของท่านโดยใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิด ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้เก็บข้อมูลเสียงผ่านทางกล้องโทรทัศน์วงจรปิด และบริษัทจะติดป้ายแจ้งให้ท่านทราบว่ามีการใช้กล้องโทรทัศน์วงจรปิดในบริเวณพื้นที่ของบริษัท

2.3 เมื่อท่านติดต่อบริษัทหรือร่วมกิจกรรมใด ๆ กับบริษัท บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ดังนี้

(1) ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ สัญชาติ วันเดือนปีที่เกิด สถานภาพการสมรส ภาพถ่าย หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขใบขับขี่ หมายเลขหนังสือเดินทาง ลายมือชื่อ

(2) ข้อมูลการติดต่อ เช่น อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ หรือข้อมูลโซเชียลมีเดีย

(3) ข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมกิจกรรม เช่น ประวัติการร่วมกิจกรรมในครั้งก่อน ๆ  (4) ข้อมูลการใช้งาน เช่น พฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชั่นหรือแพลตฟอร์ม, พฤติกรรมการสืบค้นในเว็บไซต์, หน้าเว็บไซต์ที่ท่านเข้าชม, จำนวนเวลาที่ท่านใช้ในการชมหน้าเว็บไซต์, บริการหรือข้อมูลที่ท่านค้นหาในเว็บไซต์, เวลาและวันที่เข้าชมเว็บไซต์, ข้อมูลการกดดูเว็บไซต์  เป็นต้น

2.4 บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวตามที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่บริษัทแจ้งไว้ในนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ เช่น

(1) เมื่อเราจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของเรา เช่น ข้อมูลชีวภาพ (เช่น ข้อมูลใบหน้าสำหรับใช้ในการทำ facial recognition ลายนิ้วมือ หรือข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวกข้อง) เพื่อใช้ในการระบุตัวตน ในการเข้าใช้บริการของบริษัทที่ท่านได้ตกลงไว้

(2) ในบางกรณี เราอาจเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว เช่น เราอาจจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนซึ่งมีข้อมูลศาสนาของท่านเพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนของท่านหรือดำเนินการทางภาษี  (3) ข้อมูลสุขภาพ เช่น ข้อมูลการแพ้อาหาร เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ 

2.5 ในกรณีที่จำเป็น เราจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวของท่านโดยได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่านหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ทั้งนี้ เราจะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอเพื่อปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวของท่าน

3.  วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านภายใต้ขอบเขตของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเท่าที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อการจำเป็นสำหรับการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งท่านเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนเข้าทำสัญญานั้น (“ปฏิบัติตามสัญญาหรือคำขอ”)
  • เพื่อการจำเป็นสำหรับประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือของบุคคลภายนอก (“ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย”)
  • เพื่อเป็นหน้าที่การปฏิบัติตามกฎหมายของบริษัท (“ปฏิบัติตามกฎหมาย”)
  • เพื่อปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่ท่านได้ให้ความยินยอมไว้ (“ปฏิบัติตามความยินยอม”)

เพื่อความจำเป็นอื่นๆตามที่กฎหมายให้สิทธิ์ เช่น เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติ, เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล, เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ท่าน(ถ้ามี) เป็นต้น

วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในการติดต่อ ขายสินค้า ให้บริการ และรับบริการกับบริษัท พร้อมทั้งอธิบายฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ชอบธรรม (Lawful Basis of Processing) ที่บริษัทใช้ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ในแต่ละกิจกรรมตามตารางข้างล่าง

วัตถุประสงค์ประเภทข้อมูลฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ชอบธรรม
1) เพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของคู่ธุรกิจก่อนเข้าทำสัญญาหรือเพื่อปฏิบัติตามสัญญาซึ่งคู่ธุรกิจเป็นคู่สัญญากับบริษัท– ข้อมูลส่วนตัว
– ข้อมูลการติดต่อ  
1) ปฏิบัติตามสัญญาหรือคำขอ
2) ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
2) เพื่อนำมาพัฒนาการให้บริการในด้านต่างๆ เช่น การจัดส่งสินค้า พัสดุ การจัดเก็บสินค้าในคลังสินค้า และบริการต่างๆ การให้ความช่วยเหลือ และการดำเนินการตามข้อร้องเรียนของท่าน เพื่อจัดให้มีบริการต่างๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของท่าน– ข้อมูลส่วนตัว
– ข้อมูลการติดต่อ – ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจกรรม
– ข้อมูลการใช้งาน  
1) ปฏิบัติตามความยินยอม
2) ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย  
3) เพื่อนำมาพัฒนาช่องทางการให้บริการออนไลน์ของบริษัท เพื่อให้ท่านได้รับบริการจากบริษัท อย่างมีคุณภาพ รวดเร็ว และสะดวกสบายที่สุด– ข้อมูลส่วนตัว
– ข้อมูลการติดต่อ
– ข้อมูลการใช้งาน    
1) ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
4) เพื่อบริหารจัดการเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของบริษัท หรือเพื่อแก้ปัญหาในเชิงเทคนิคที่เกิดขึ้นในการใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน รวมถึงเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุง พัฒนาการให้บริการ– ข้อมูลส่วนตัว
– ข้อมูลการติดต่อ
– ข้อมูลการใช้งาน
ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
5) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลในการพัฒนาเว็บไซต์ และพัฒนาประสบการณ์ของคู่ธุรกิจในการรับบริการจากบริษัท– ข้อมูลการใช้งานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
6) เพื่อนำเสนอข่าวสารที่น่าสนใจและอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน– ข้อมูลการติดต่อ
– ข้อมูลการสื่อสาร
– ข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจกรรม
1) ปฏิบัติตามความยินยอม
2) ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
7) เพื่อทำการตลาดแบบตรงกับท่านในการเสนอสินค้าหรือบริการอื่นที่ท่านอาจสนใจ รวมถึงนำไปวิเคราะห์และวางแผนทางการตลาด กิจกรรมทางการตลาด (เฉพาะกรณีที่ท่านให้ความยินยอม)– ข้อมูลส่วนตัว
– ข้อมูลการติดต่อ
– ข้อมูลการใช้งาน  
1) ปฏิบัติตามความยินยอม โดยบริษัทจะขอความยินยอมจากท่านในการให้บริษัทนำข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปทำการตลาดแบบตรงสำหรับการเสนอสินค้าหรือบริการที่ท่านอาจสนใจ  
8) เพื่อระงับข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างบริษัทฯ กับท่านอันเกี่ยวข้องกับการให้บริการของบริษัท– ข้อมูลส่วนตัว
– ข้อมูลการติดต่อ
– ข้อมูลการใช้งาน  
ปฏิบัติตามสัญญาหรือคำขอ  
9) เพื่อวัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายและเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบใดๆ 1) ปฏิบัติตามสัญญาหรือคำขอ
2) ปฏิบัติตามกฎหมาย

บริษัทอาจใช้ฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ชอบธรรมมากกว่าหนึ่งฐานในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในแต่ละกิจกรรมของบริษัทที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน รวมถึงอาจใช้ฐานความจำเป็นอื่นๆตามที่กฎหมายให้สิทธิ์ได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่บริษัทอาศัยฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะพิจารณาว่าประโยชน์ดังกล่าวของบริษัทนั้น มีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิของท่านหรือไม่ และจะต้องสามารถสรุปได้ว่าประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ในกรณีที่ท่านต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย หรือสัญญาหรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าทำสัญญานั้น หากท่านไม่ให้ข้อมูลหรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ หรือการดำเนินการใดๆให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือสัญญาได้ ซึ่งทำให้ไม่สามารถซื้อขาย หรือได้รับบริการต่างๆจากบริษัทได้

4.  การขอความยินยอมและผลกระทบที่เป็นไปได้จากการถอนความยินยอม

4.1 ในกรณที่บริษัทเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยความยินยอมของท่าน ท่านมีสิทธิที่จะถอนความยินยอมของท่านที่ไว้ให้กับบริษัทได้ตลอดเวลา เว้นแต่ลักษณะของการให้ความยินยอมนั้นไม่สามารถให้กระทำได้ ซึ่งการถอนความยินยอมนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านได้ให้ความยินยอมไปแล้ว

4.2 หากท่านถอนความยินยอมที่ได้ให้ไว้กับบริษัท หรือปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลบางอย่างซึ่งมีความจำเป็น อาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางส่วนหรือทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ได้

5.  การเก็บรักษาและระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

5.1 บริษัทเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ในระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว กล่าวคือเพื่อเหตุผลทางธุรกิจ และ/หรือ เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลของท่านไว้เป็นเวลา 10 ปี ภายหลังจากที่ท่านไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัทแล้ว ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของบริษัทในการดำเนินข้อพิพาททางสัญญาใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว เว้นแต่กรณีที่มีเหตุผลทางกฎหมาย หรือเหตุผลทางเทคนิครองรับ บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้นานกว่า 10 ปี หากบริษัทไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บรักษาข้อมูลของท่านแล้ว บริษัทจะทำลาย ลบ หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้

5.2 กรณีกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เราจะเก็บข้อมูล

            1) ในสถานการณ์ปกติ ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอาจถูกเก็บไว้เป็นเวลา 30 วัน             2) ในกรณีจำเป็น เช่น กรณีที่จำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานในการสืบสวน สอบสวน หรือการดำเนินคดี หรือกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอ ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกเก็บรักษาไว้เกินกว่า 30 วัน และบริษัทจะดำเนินการลบข้อมูลดังกล่าวอย่างปลอดภัยเมื่อเสร็จสิ้นวัตถุประสงค์นั้นๆ แล้ว

5.3 ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ได้มาจากคุกกี้ (Cookies) ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อท่านเข้าใช้เว็บไซต์บริษัท จะเก็บไว้ไม่เกิน 13 เดือน หรือตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด

5.4 กรณีที่บริษัทใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยขอความยินยอมจากท่าน บริษัทจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจนกว่าท่านจะแจ้งยกเลิกความยินยอม และบริษัทดำเนินการตามคำขอของท่านเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี บริษัทจะยังเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเท่าที่จำเป็นสำหรับบันทึกประวัติว่าท่านเคยยกเลิกความยินยอม เพื่อให้บริษัทสามารถตอบสนองต่อคำขอของท่านในอนาคตได้

6.  การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่นในกรณีที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย รวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ที่บริษัท หรือบุคคลอื่นดังกล่าว

  • จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัญญา
  • มีหน้าที่ตามกฎหมายในการกระทำดังกล่าว (เช่น เพื่อสืบหาและป้องกันการทุจริต การหนีภาษี อาชญากรรมทางการเงิน เป็นต้น)
  • จำเป็นต้องรายงานตามกฎหมาย ดำเนินคดี ใช้สิทธิตามกฎหมาย หรือปกป้องสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
  • กระทำไปเพื่อประโยชน์ของธุรกิจโดยชอบด้วยกฎหมาย (เช่น เพื่อบริหารความเสี่ยง เพื่อยืนยันตัวตน เพื่อให้บริษัทอื่นสามารถให้บริการตามที่ท่านร้องขอได้ เพื่อประเมินความเหมาะสมของท่านต่อบริการ เพื่อจัดทำรายงานภายใน/การวิเคราะห์ข้อมูล/ การบริหารจัดการการปฏิบัติงาน เป็นต้น) และ/หรือ
  • ขอความยินยอมจากท่านในการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว และท่านให้ความยินยอม

บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่นเพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

  • บริษัทย่อย บริษัทในเครือ หรือบริษัทๆ ในกลุ่ม  บริษัทคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัท และพนักงานของบริษัทที่เกี่ยวข้อง
  • กลุ่มบริษัทอื่นๆ ผู้รับเหมาช่วง หรือผู้ให้บริการใดๆ ที่ทำงานให้กับบริษัท หรือให้บริการแก่บริษัท ทั้งนี้รวมถึงผู้รับเหมาช่วง ผู้ให้บริการ ผู้บังคับบัญชา และผู้ปฏิบัติงานของบุคคลดังกล่าว
  • บุคคลใดๆที่ท่านชำระเงินให้ และ/หรือ ได้รับชำระเงิน
  • ธนาคาร สถาบันทางการเงิน และผู้ให้บริการรับชำระเงิน
  • บริษัทหรือที่ปรึกษาด้านการเงิน การบัญชี กฎหมาย หรือทางวิชาชีพต่างๆ
  • หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย รัฐบาล ศาล หน่วยงานระงับข้อพิพาท ผู้ตรวจสอบบัญชี
  • บุคคลอื่นใดซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม
  • บุคคลใดๆ ที่บริษัทได้รับคำสั่งจากท่านให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลดังกล่าว

บริษัทกำหนดให้บุคคลภายนอกที่บริษัทเปิดเผยหรือแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นต้องรักษาความลับและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามมาตรฐานที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ประเทศไทยกำหนด และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้เฉพาะตามกฎหมายหรือตามวัตถุประสงค์ที่บริษัทได้กำหนดหรือมีคำสั่งให้บุคคลภายนอกนั้นดำเนินการและบริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย

ในกรณีที่บริษัท ว่าจ้างผู้อื่นให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะดำเนินการตรวจสอบมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจัดให้มีการลงนามในข้อตกลงเพื่อควบคุมและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้เหมาะสมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

7. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิในการดำเนินการตามขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ ดังต่อไปนี้

7.1 สิทธิในการขอถอนความยินยอม: ท่านมีสิทธิเพิกถอนความยินยอมที่จะให้บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไป หากบริษัทมีฐานอื่นในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

7.2 สิทธิในการขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล: ท่านมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และขอให้บริษัททำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่ท่าน รวมถึงขอให้บริษัทเปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านไม่ได้ให้ความยินยอมต่อบริษัทได้

7.3 สิทธิในการขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล: ท่านมีสิทธิให้บริษัทแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสมบูรณ์

7.4 สิทธิในการขอลบข้อมูลส่วนบุคคล: ท่านมีสิทธิในการขอให้บริษัททำการลบ หรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้

7.5 สิทธิในการคัดค้านการประมวลผล: ท่านมีสิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทประมวลผลภายใต้ฐานผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทได้ นอกจากนี้ ท่านมีสิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากบริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด และเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์

7.6 สิทธิในการโอนย้ายข้อมูล: ท่านมีสิทธิในการขอโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังบุคคลอื่นได้

7.7 สิทธิในการระงับการประมวลผล: ท่านมีสิทธิขอให้บริษัทระงับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านดังกรณ๊ เช่น เมื่อท่านต้องการให้บริษัทแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง หรือเมื่อท่านร้องขอให้บริษัทพิสูจน์เหตุผล หรือฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

7.8 สิทธิในการยื่นข้อร้องเรียน: ท่านมีสิทธิร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่บริษัทในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (แล้วแต่กรณี) รวมทั้งลูกจ้างหรือผู้รับจ้างของบริษัทฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ในการใช้สิทธิของท่านตามที่ระบุไว้ข้างต้น ท่านสามารถติดต่อบริษัทฯ ได้ตามรายละเอียดการติดต่อของบริษัท ภายใต้หัวข้อ “ท่านสามารถติดต่อบริษัทได้อย่างไร” ตามที่ระบุไว้ในข้อ 11 ของประกาศนี้  และหากท่านร้องขอ บริษัทฯ จะขอให้ท่านยืนยันตัวตนของท่าน (หากจำเป็น) และให้ข้อมูลที่จะช่วยให้บริษัทฯ เข้าใจคำขอของท่านดีขึ้น ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถตอบกลับตามคำขอของท่านได้ภายใน 30 วันหลังจากได้รับคำขอของท่าน หรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และสิทธิตามที่กล่าวมาข้างต้นเป็นไปตามที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด บริษัทมีดุลยพินิจในการตอบรับเพื่อดำเนินการตามคำขอหรือปฏิเสธคำขอของท่าน โดยบริษัทมีสิทธิปฏิเสธคำขอของท่านด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ซึ่งบริษัท จะแจ้งการปฏิเสธและเหตุผลในการปฏิเสธให้ท่านทราบ

8. นโยบายเรื่องคุกกี้ (Cookies)

บริษัทใช้คุกกี้ (Cookies)ในการจัดเก็บข้อมูลการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของท่านเพื่อช่วยให้บริษัทสามารถจัดให้มีการบริการที่ดีขึ้น เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่าน เมื่อท่านใช้บริการผ่านเว็บไซต์บริษัท โดยบริษัทใช้คุกกี้ (Cookies)ในกรณีดังต่อไปนี้

  • คุกกี้ (Cookies) เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ (Functionality Cookies): บริษัทใช้คุกกี้ (Cookies) ประเภทนี้เพื่อช่วยให้บริษัทจดจำอุปกรณ์หรือบราวเซอร์ของท่านเพื่อให้บริษัทสามารถจัดทำเนื้อหาให้เหมาะสมกับความสนใจส่วนบุคคลของท่านได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้การบริการและแพลตฟอร์มสะดวกสบายและเป็นประโยชน์ต่อท่านมากขึ้น ในการปิดใช้งานคุกกี้ (Cookies)นี้ ท่านสามารถตั้งค่าอุปกรณ์ของท่านโดยดูวิธีการช่วยเหลือของเบราเซอร์หรืออุปกรณ์ของท่าน

อย่างไรก็ตามท่านมีสิทธิ์ระงับการใช้คุกกี้ โดยตั้งค่าดังกล่าวที่เวปเบราว์เซอร์ (web browser) ของท่าน

9. การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

9.1  บริษัทได้จัดให้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับการรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง ทำลาย ใช้ แปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีสิทธิหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลของบริษัท

9.2 บริษัทจะมีทดสอบและปรับปรุงระบบการรักษาความปลอดภัยของบริษัทเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมีความปลอดภัยสูงสุดและน่าเชื่อถือ ในการนี้บริษัทสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงระบบหรือเครื่องมือการรักษาความปลอดภัย หากบริษัทเห็นว่าระบบหรือเครื่องมือดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็น หรือเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม

10. การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปต่างประเทศ

10.1 บริษัทอาจส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังบริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นในต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ ในกรณีที่จำเป็นดังต่อไปนี้

  • ในกรณีที่จำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาที่มีกับท่าน หรือการดำเนินมาตรการก่อนทำสัญญา ตามที่ท่านร้องขอ  
    • ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการโอนข้อมูลเพื่อเข้าทำหรือปฏิบัติตามสัญญาระหว่างบริษํทและบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ของท่าน 
    • ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการโอนข้อมูลเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย
    • ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการโอนข้อมูลเพื่อปกป้องท่านหรือบุคคลอื่นจากอันตรายถึงแก่ชีวิต
    • ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการโอนข้อมูลด้วยเหตุผลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 

10.2 บริษัทอาจเก็บข้อมูลของท่านบนคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ หรือคลาวด์ที่ให้บริการโดยบุคคลอื่น และอาจใช้โปรแกรมหรือแอปพลิเคชันของบุคคลอื่นในรูปแบบของการใช้บริการซอฟท์แวร์สำเร็จรูป แบบของการให้บริการแพลตฟอร์มสำเร็จรูปในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน แต่เราจะไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ และจะกำหนดให้บุคคลอื่นต้องมีมาตรการคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม 10.3 ในกรณีที่มีการส่งข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศ บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจะถูกคุ้มครองและท่านสามารถใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ตามกฎหมาย รวมถึงบริษัทจะกำหนดให้ผู้ที่ได้รับข้อมูลมีมาตรการปกป้องข้อมูลของท่านอย่างเหมาะสมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจโดยมิชอบ

11. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ

สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เก็บรวบรวมไว้ก่อนที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ ให้บริษัทฯ สามารถเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิม โดยการเปิดเผยและการดำเนินการอื่นที่ไม่ใช่การเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลข้างต้นให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

12. ช่องทางการติดต่อ

หากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการติดต่อเพื่อขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหากมีข้อร้องเรียนใดๆ ท่านสามารถติดต่อได้ตามช่องทางต่อไปนี้

บริษัท ยามาโตะ อุนยู (ประเทศไทย) จำกัด

สถานที่ติดต่อ : เลขที่ 1617 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250 ช่องทางการติดต่อ: Email: PDPA_contact@yamatothai.com หรือ โทรศัพท์ 02-026-6828 # 1804 หรือ ทางเว็บไซต์ www.yamatothai.com

13. การเปลี่ยนแปลงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนได้ในอนาคต ทั้งนี้ตามความสมเหมาะและภายใต้กฎหมาย โดยการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขใดๆบริษัทจะประกาศให้ท่านทราบผ่านช่องทางที่เหมาะสมต่อไป

ให้ประกาศฯฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิกถอน

This site is registered on wpml.org as a development site.